ข้ามไปยังเนื้อหา

วิธีเล่นรูเล็ต ประเภทการวางเงินและอัตราจ่าย

โดยทีมงาน ZOOD24 · อัปเดต

วิธีเล่นรูเล็ต เริ่มจากเข้าใจว่ารูเล็ตคือการทายว่าลูกบอลจะหยุดที่ช่องไหนบนวงล้อ บทความนี้อธิบายประเภทการวางเงินบนตาราง อัตราจ่ายมาตรฐาน และความต่างระหว่างรูเล็ตยุโรปกับอเมริกัน พร้อมตัวเลขความได้เปรียบของเจ้ามือที่คำนวณได้จริง

รูเล็ตยุโรป กับ รูเล็ตอเมริกัน

รูเล็ตยุโรป รูเล็ตอเมริกัน
จำนวนช่อง 37 ช่อง (0 และ 1-36) 38 ช่อง (0, 00 และ 1-36)
ความได้เปรียบของเจ้ามือ ประมาณ 2.70% ประมาณ 5.26%

ถ้ามีให้เลือก รูเล็ตยุโรปเสียเปรียบน้อยกว่าเพราะมีช่องศูนย์แค่ช่องเดียว

ประเภทการวางเงินและอัตราจ่ายมาตรฐาน

แทงด้านใน (Inside Bets)

ประเภท วางยังไง ครอบคลุม อัตราจ่ายมาตรฐาน
Straight (เลขเดี่ยว) วางบนเลขเดียว 1 เลข 35 ต่อ 1
Split วางบนเส้นระหว่าง 2 เลข 2 เลข 17 ต่อ 1
Street วางท้ายแถว 3 เลข 3 เลข 11 ต่อ 1
Corner วางตรงมุมที่ 4 เลขมาชนกัน 4 เลข 8 ต่อ 1
Line วางคร่อม 2 แถว 6 เลข 5 ต่อ 1

แทงด้านนอก (Outside Bets)

ประเภท ชนะเมื่อ อัตราจ่ายมาตรฐาน
แดง / ดำ ออกสีที่เลือก 1 ต่อ 1
คู่ / คี่ ออกเลขคู่หรือคี่ตามที่เลือก 1 ต่อ 1
ต่ำ (1-18) / สูง (19-36) ออกในช่วงที่เลือก 1 ต่อ 1
Dozen (1-12, 13-24, 25-36) ออกในกลุ่ม 12 เลขที่เลือก 2 ต่อ 1
Column (แถวแนวตั้ง) ออกในแถวที่เลือก 2 ต่อ 1

ถ้าลูกบอลตกช่อง 0 การแทงด้านนอกทั้งหมดเสีย (บางโต๊ะมีกติกาคืนครึ่งหนึ่ง ดูกติกาของโต๊ะก่อนเล่น) อัตราจ่ายจริงให้ยึดตามที่โต๊ะแสดง

ขั้นตอนการเล่น

  1. เลือกค่าชิป แล้ววางบนช่องหรือเส้นที่ต้องการ วางได้หลายจุดในรอบเดียว
  2. เมื่อหมดเวลาวาง ดีลเลอร์หมุนวงล้อและปล่อยลูกบอล
  3. ลูกบอลหยุดที่ช่องไหน การวางที่ครอบคลุมช่องนั้นได้รับเงินตามอัตราจ่าย

ทำไมทุกการวางเงินเสียเปรียบเท่ากัน

ในรูเล็ตยุโรป ไม่ว่าจะแทงเลขเดี่ยวหรือแทงแดงดำ ความได้เปรียบของเจ้ามือประมาณ 2.70% เท่ากัน เพราะอัตราจ่ายถูกคิดเหมือนมี 36 ช่อง แต่วงล้อจริงมี 37 ช่อง ส่วนต่างนี้มาจากช่อง 0 การเลือกวางแบบไหนจึงเปลี่ยนแค่ “ความถี่ที่ได้” กับ “ขนาดเงินที่ได้” ไม่ได้เปลี่ยนความได้เปรียบ